You are here: Home » บทความทั่วไป » ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นนอกจากราคาที่ซื้อขายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตัวสำคัญที่สุดแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่เราอาจมองข้ามมันไปด้วยเหตุจากความยุ่งยากในการคิดคำนวณจนเราเองไม่อยากคิดมองข้ามไป ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นการที่จะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ควรมองข้ามไปเพราะอาจเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกันโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือรู้ไม่ทันก็เป็นได้ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ

                 ส่วนที่ผู้ซื้อต้องจ่าย

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ในส่วนของผู้ซื้อนั้นจะมีเพียงอย่างเดียวที่ต้องจ่ายคือ ค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นการกำหนดตามกฎหมายอยู่แล้วโดยตามกฎหมายได้ระบุว่าผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการซื้อตามราคาประเมิน โดยมีอัตราที่กำหนดแน่นอนว่าเป็น ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และราคาประเมินนี้ไม่ใช่ราคาที่ขายกันจริง ราคาประเมินจะเป็นราคาที่ได้รับการประเมินตามกำหมายโดยหน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้ทำการประเมินราคาให้กับเรา โดยใช้หลักตามที่กฎหมายกำหนด และโดยปกติเพื่อความไม่เสียเปรียบกัน ผู้ซื้อและผู้ขายจะแบ่งกันรับผิดชอบค่าธรรมเนียมคนละครึ่งโดยแบ่งกันชำระฝ่ายละ 1%เพื่อความยุติธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งข้อตกลงนี้จะต้องระบุในสัญญาซื้อขายไว้ด้วย

                ส่วนที่ผู้ขายต้องจ่าย                               tax

  1. ค่าธรรมเนียม ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกับผู้ซื้อนั่นเองดังนั้นค่าธรรมเนียมนี้ก็จะกำหนดไว้ที่ 2% ตามที่ตกลงในกรณีของผู้ซื้อนั้นจึงเหลือให้ผู้ขายจ่ายค่าธรรมเนียมอีกเพียง 1% อีกเช่นกัน 
  2. ค่าอากร กรณีนี้ผู้ขายต้องเป็นผู้จ่ายเองคิดเป็น 0.5%   การเสียค่าอากรนี้จะคิดจากราคาประเมินร่วมกับราคาขายจริงหรือราคาตลาดโดยเลือกในราคาที่สูงกว่ามาคำนวณ จะจ่ายเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ซึ่งโดยปกติจะเป็นราคาตลาดที่สูงกว่า ค่าอากรนี้จะอยู่ที่ 1 บาท ทุกๆราคาตลาด  200  บาท และค่าอากรนี้ผู้ขายจะเป็นผู้ชำระฝ่ายเดียวจะได้รับการยกเว้นก็ต่อเมื่อจดทะเบียนเป็นธุรกิจเฉพาะเท่านั้น
  3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีที่ต้องจ่ายตรงนี้คิดเป็น 3.3% จากราคาประเมินหรือราคาขายจริงแล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่าก็จะนำตัวนั้นมาคำนวณ ธุรกิจเฉพาะคือ ผู้ขายที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ก็จะมีการยกเว้นเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่ผู้ขายครอบครองอสังหาริมทรัพย์ นานเกิน 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมรดก(การยกเว้นในกรณีนี้จะใช้ร่วมกับ ค่าอากร คือเลือกใช้กรณีใดกรณีหนึ่งแล้วแต่การโอนกรรมสิทธิ์นั้นเข้ากับกรณีไหน)
  1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในส่วนนี้ผู้ขายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ภาษี ณ ที่จ่ายนี้จะเกิดจากเมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้น ผู้ขายจะเป็นผู้ที่มีรายได้ ดังนั้นผู้ขายจึงจำเป็นจะต้องจ่ายภาษี โดยคำนวณตามภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง
ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเมื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

จากรายการดังกล่าวได้แยกไว้ชัดเจนและมีอัตรากำหนดที่แน่นอน จะเห็นได้ว่าผู้ขายมีส่วนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มากกว่าผู้ซื้อดังนั้นหากมีการตกลงซื้อขายควรมีการอ่านสัญญาซื้อขายให้ละเอียดรอบคอบทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเป็นปัญหากันในภายหลังและไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันอีกด้วย การที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นที่จะต้องศึกษาการจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านี้ให้ดี เนื่องจาการเกิดค่าใช้จ่ายมีการยกเว้นได้เป็นบางกรณีหากไม่ตรวจสอบให้รอบคอบอาจทำให้การซื้อขายนั้นไม่สะดวกติดขัด หรือตกลงกันไม่ได้ไม่เข้าใจก็จะเกิดความล่าช้าเสียหายเสียเวลาโดยใช่เหตุ